เทคโนโลยีเพื่อชาวสวนชาวไร่ยุคใหม่ โดรนเพื่อการเกษตร

โดรนเพื่อการเกษตร

ก็ต้องยอมรับกันจริงๆว่าในช่วงยุคเกษตรวิถีใหม่ หรือเกษตร 4.0 แบบนี้ เริ่มมีการนิยมใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่างๆในการเกษตรกันเพิ่มมากขึ้น และแน่นอนว่าหนึ่งในเทคโนโลยียอดนิยมก็คงจะหนีไม่พ้นโดรน (Drone) โดยเฉพาะกลุ่มชาวนา ชาวไร่ ที่เริ่มหันมาใช้งานเจ้า โดรนเพื่อการเกษตร ในวงการเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) กันอย่างแพร่หลาย ซึ่งประโยชน์ของโดรนเนี่ยต้องเรียกว่าแทบจะทำได้ทุกอย่างเลยดีกว่า เช่น จะใช้เป็นโดรนพ่นยา ฉีดน้ำ ประเมินผลผลิต ไปจนถึงการดูปริมาณธาตุอาหารในดินก็ทำได้เหมือนกัน และในบทความนี้ คุณจะได้ทำความรู้จักเจ้า โดรนเพื่อการเกษตร เพิ่มมากขึ้น

ประวัติความเป็นมาของโดรน

แน่นอนว่าโดรนตัวแรกของโลกไม่ได้ใช้เพื่อการเกษตรนะ แต่ต้องย้อนกลับไปสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1  จนถึงต้นสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือราวๆปี 1920 นู่นเลย โดยมีวิศวรกรชาวฝรั่งเศสเป็นเริ่มแนวคิดการสร้างโดรน และต่อมาในช่วงปี 1939 สหรัฐอเมริกาก็เริ่มนำแนวคิดนี้มาต่อยอดเพื่อการใช้ในสงคราม เป็นเทคโนโลยีทางการทหาร โดยหลายทศวรรษต่อมา นักศึกษาชาวจีนก็เริ่มนำแนวคิดของโดรนมาดัดแปลงเพื่อใช้ในการการถ่ายภาพนิ่ง และวิดีโอเหมือนอย่างโดรนทั่วไปในปัจจุบัน ซึ่งนักศึกษาชาวจีนคนนั้นก็คือ แฟรงค์ หวัง (Frank Wang Tao) หรือเจ้าของบริษัทที่ผลิตโดรนขายดีเป็นอันดับ 1 ของโลก Da-Jiang Innovations Science and Technology (DJI) นั่นเอง

การประยุกต์ใช้โดรนเพื่อการเกษตร

ต้องออกตัวก่อนเลยว่าเจ้าโดรนเพื่อการเกษตรเนี่ยไม่ได้เน้นไปที่การใช้งานในด้านการเกษตรเชิงเดียว การฉีดพ่นการสารเคมี ฮอร์โมนสังเคราะห์หรือยาฆ่าแมลงแค่อย่างเดียว เหมือนที่เห็นกันบ่อยๆตามหนังสือ Smart Farming เพราะความจริงแล้ว โดรนสามารถใช้งานในด้านการเกษตรอินทรีย์ได้เหมือนกัน ถ้าเราอยากใช้โดรนรดน้ำหรือผสมน้ำหมักไล่ศัตรูพืช หรือจะติด Sensor ตรวจจับ ให้โดรนแยกประเภทพืชเพื่อให้ใส่ปุ๋ย หรือรดน้ำได้เหมาะสมก็ยังทำได้ ไม่ได้เป็นแค่โดรนพ่นยาอย่างเดียว

โดรนเพื่อการเกษตรประกอบไปด้วยอะไรบ้าง?

จากเทคโนโลยีสงครามมาสู่เทคโนโลยีเพื่อการเกษตร เจ้าหุ่นยนต์ลอยฟ้าก็มาพร้อมกับความอัจฉริยะในระดับที่คนยังทำไม่ได้ (แต่คนนี่แหละเป็นคนคิด) ซึ่งส่วนประกอบสำคัญจะมีดังนี้

  1. ตัวเฟรม ทรงสี่เหลี่ยมคล้ายเครื่องสูบน้ำดับเพลิง มีน้ำหนักเบา สามารถพกพาได้สะดวก และยังมีแขนพับสำหรับติดตั้งใบพัด พร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้า และมีจำนวนใบพัดเป็นเลขคู่ตั้งแต่ 4 ใบ 6 ใบ และ 8 ใบ
  2. ตัวควบคุมการบิน เป็นหัวใจสำคัญของการควบคุมทิศทางการบิน และการใช้งานต่างๆ
  3. รีโมทควบคุม พร้อมกับ Application สำหรับการดูผลต่างๆในมือถือ หรือแท็บเล็ต
  4. แบตเตอรี่ Lithium Polymer มีอัตราการจ่ายกระแสสูง เหมาะสำหรับการใช้งานหนักๆ
  5. ชุดถังและปั๊มน้ำ สามารถเลือกขนาดได้ตั้งแต่ 10 ลิตร 16 ลิตร ไปจนถึง 20 ลิตร
  6. ตัวกล้องตรวจจับ หรือ Sensor ที่ใช้ในการตรวจวัดและเก็บข้อมูลกายภาพต่างๆ

ใช้โดรนเพื่อประเมินปัจจัยทางกายภาพและผลผลิตยังไง?

ถ้าหากใครต้องการปัจจัยทางกายภาพหรือผลผลิตต่อพื้นที่ เจ้าโดรนเพื่อการเกษตรนี่แหละคือคำตอบ เพราะตัวโดรนสามารถประเมินจากการถ่ายภาพและทำนายผลผลิตได้ในอนาคตโดยการใช้ตัว Sensor ในการประเมิน เช่น ปริมาณธาตุอาหารในดิน ความชื้นทั้งในดินและอากาศ และค่าความเป็นกรด-ด่าง ซึ่งงานแบบนี้ ถ้าใช้คนมานั่งคำนวณคงใช้เวลาเป็นวันๆ แต่สำหรับโดรน ก็แค่สแกนพื้นที่ด้วย Sensor แล้วคำนวณผลออกมาใน Aplication ก็เป็นอันเสร็จ จะง่ายเกินไปแล้ว!

ส่วนเรื่องของการประเมินผลผลิตก็ทำได้ง่ายดายสุดๆ เพราะสามารถใช้ Near-infrared sensor (NIR) สแกนพื้นที่และประเมินผลผลิตต่อไร่ โดยจะประเมินมวลชีวภาพ (Biomass) ของพืชและจะคำนวณปริมาณธาตุอาหารที่พืชต้องการได้เลย โดยสามารถใช้เทคนิคเดียวกันนี้ในการประเมินเนื้อไม้และวงปีได้อีกด้วย นับว่าเจ้าโดรนเพื่อการเกษตรเนี่ย สามารถใช้งานได้ในหลากหลายสถานการณ์ แตกต่างจุดประสงค์กันออกไป นับว่าเป็นเทคโนโลยีสำหรับเกษตรยุคใหม่อย่างแท้จริงเลยทีเดียว

บอกเลยว่าโดรนหรือเจ้าอากาศยานไร้คนขับนี้ สามารถตอบโจทย์การเกษตรยุค 4.0 ได้อย่างดี ทั้งราคาที่ถูกลงกว่าเมื่อก่อนมากๆ แถมยังมีแอปพลิเคชัน และการใช้งานทีแสนจะ Simple สำหรับใครที่กังวลว่าจะใช้งานไม่เป็น พูดได้เต็มปากเลยว่า คุณจะเป็นเกษตรกรรายย่อย หรือรายใหญ่ จะใช้ในเกษตรแปลงใหญ่ หรือเล็ก การใช้งานโดรนเพื่อการเกษตรก็นับว่าเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามไปเลยจริงๆ และนี่อาจจะเป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น การทำความรู้จัก เรียนรู้ และคุ้นเคยกับเทคโนโลยีต่างๆ หรือวิถีใหม่ๆ ในอนาคต ก็ถือเป็นสิ่งที่สำคัญสุดๆในยุคแห่งเทคโนโลยีแบบนี้

Share:

Facebook
Twitter
Pinterest
VK

Table of Contents